หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

2.ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย ( Background & Rationale )

2.            ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย ( Background & Rationale )
พิสณุ    ฟองศรี(2549:21)  ได้กล่าวไว้ว่า
การวิจัย มีแหล่งปัญหาต่างๆไม่น้อยกว่า 15 แหล่ง เช่นจากความสนใจของผู้วิจัย ประสบการณ์ของ
ผู้วิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่สงสัยหรือประสบปัญหา การเข้าร่วมอบรม ประชุม สัมมนา การเสนอแนะหรือมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา การอ่านเอกสาร หนังสือ ตำรา วารสารต่างๆ จากรายงานการวิจัย บทคัดย่อ หรือบทความงานวิจัย คอมพิวเตอร์ ทฤษฎีต่างๆ จากข้อโต้แย้ง จากความเปลี่ยนแปลงหรือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น จากแหล่งทุนต่างๆ และแนวทางการวิจัยของหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น
http://www.gotoknow.org/posts/261202?  (ได้รวบรวมไว้ว่า)
การเขียนความสำคัญและความเป็นมาของการวิจัย เป็นการเขียนเพื่อตอบคำถามว่าเหตุใดจึงต้องวิจัยเรื่องนี้ ข้อค้นพบจากการวิจัยจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร มีความคุ้มค่าหรือไม่ในการวิจัยเรื่องดังกล่าว นิยมเขียนเน้นความเรียงที่เน้นความเป็นเหตุเป็นผล มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงของเนื้อหาสาระ โดยให้มีความกระชับเข้าใจง่าย การเขียนนำเข้าสู่ปัญหาวิจัยควรเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวปัญหา โดยเขียนให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า ณ เวลาปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยในอดีตที่สามารถตอบปัญหาดังกล่าวได้ และปัญหาดังกล่าวสมควรได้รับการแก้ไขด้วยการหาคำตอบ โดยกระบวนการวิจัย
http://www.thesisavenue.blogspot.com/2008/08/blog-post.html  (ได้รวบรวมไว้ว่า)
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย
  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาเป็นหัวข้อแรกของบทนำ มีจุดประสงค์เพื่อบอกถึงปัญหาการวิจัยครั้งนี้ คือ อะไร
 รูปแบบการเขียน  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัยเขียนให้ประกอบด้วย
(ก)แนวคิดเชิงทฤษฎี
(ข)สภาพปัจจุบัน
(ค) ปัญหาที่เกิดขึ้นและ
(ง)ความสำคัญของปัญหานั้น  
2.    หลักการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัยมีหลักการทั่วไปดังนี้
(ก) เขียนจากแนวกว้างไปสู่แคบจนถึงปัญหาการวิจัย
(ข) ระบุปัญหาการวิจัยในรูปคำถามหรือประโยคบอกเล่าก็ได้
 (ค) เขียนให้มีการอ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้า
 (ง) เขียนให้เห็นความสำคัญเชิงประโยชน์หรือเชิงโทษที่จะได้รับ
 (จ) เขียนความยาวประมาณ 3-5 กระดาษ
สรุปได้ว่า      การเขียนความสำคัญและความเป็นมาของการวิจัย เป็นการเขียนเพื่อตอบคำถามว่าเหตุใดจึงต้องวิจัยเรื่องนี้ ข้อค้นพบจากการวิจัยจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร มีความคุ้มค่าหรือไม่ในการวิจัยเรื่องดังกล่าว  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาเป็นหัวข้อแรกของบทนำ มีจุดประสงค์เพื่อบอกถึงปัญหาการวิจัยครั้งนี้ คือ อะไร

             ที่มา
พิสณุ    ฟองศรี.(2549).วิจัยชั้นเรียน:หลักการและเทคนิคปฏิบัติ.ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิมพ์งาม.  
[ออนไลน์]  http://www.gotoknow.org/posts/261202? เข้าถึงเมื่อวันที่ 15/12/2555.
[ออนไลน์]  http://www.thesisavenue.blogspot.com/2008/08/blog-post.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 15/12/2555.
  

1.ชื่อเรื่อง ( The Title )


1.       ชื่อเรื่อง ( The Title )
ไพศาล   วรคำ    ได้กล่าวไว้ว่า
การตั้งชื่อเรื่องของการทำวิจัยเพื่อให้มีความชัดเจน อาจทำได้โดยนำมิติต่างๆ ของการวิจัยมาประกอบเป็นชื่อเรื่อง มิติที่สำคัญได้แก่ ลักษณะการศึกษา ตัวแปรหรือพฤติกรรมที่ศึกษาประชากรเป้าหมายหรือสถานศึกษา
บุญชม    ศรีสะอาด (2545:14) ได้กล่าวไว้ว่า
ชื่อเรื่องที่จะวิจัยจะต้องตรงกับปัญหาที่ศึกษา มีความเฉพาะเจาะจง ใช้ภาษาที่กะทัดรัดมีความชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อนกับเรื่องอื่นๆที่มีผู้วิจัยแล้วต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของชื่อเรื่องที่ได้รับการแก้ไขให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นสองตัวอย่าง

ภัทรา    นิคมานนท์(2542:30-31) ได้กล่าวไว้ว่า
ปกติปัญหาการวิจัยมักเขียนในรูปของคำถามที่ต้องการคำตอบ ก่อนทำการวิจัยผู้วิจัยควรกำหนดชื่อเรื่องวิจัยให้ตรงกับปัญหาที่ต้องการทำวิจัยเสียก่อน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนิยมเขียนในรูปของประโยคบอกเล่า หรือวลีที่เหมาะสม กะทัดรัดมากกว่าประโยคคำถามหลักการตั้งชื่องานวิจัยไม่ซ้ำกับชื่องานวิจัยที่มีผู้ทำมาแล้วมีความหมายตรงประเด็นปัญหาการวิจัยชื่องานวิจัยไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกับปัญหาการวิจัย แต่จะต้องสื่อความหมายของลักษณะที่สำคัญของรายงานวิจัยได้ใช้ภาษา สั้น ง่าย กะทัดรัด ชัดเจน จำเพาะเจาะจงมีความสมบูรณ์ในตัว
ใช้ศัพท์ที่มีความหมายเป็นที่ยอมรับในวิชาชีพแสดงให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายและทิศทางของปัญหาที่ทำกศึกษา
แสดงภาพพจน์ของการวิจัยที่เป็นกลา ไม่มีอคตินิยมขึ้นต้นด้วยคำนามเขียนในลักษณะความสัมพันธ์ของตัวแปร

สรุปได้ว่า      การตั้งชื่อเรื่องของการทำวิจัยเพื่อให้มีความชัดเจน อาจทำได้โดยนำมิติต่างๆ ของการวิจัยมาประกอบเป็นชื่อเรื่องมีความเฉพาะเจาะจง ใช้ภาษาที่กะทัดรัดมีความชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อนกับเรื่องอื่นๆคำตอบ ก่อนทำการวิจัยผู้วิจัยควรกำหนดชื่อเรื่องวิจัยให้ตรงกับปัญหาที่ต้องการทำวิจัยเสียก่อน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนิยมเขียนในรูปของประโยคบอกเล่า หรือวลีที่เหมาะสม กะทัดรัดมากกว่าประโยคคำถาม
         
        ที่มา
                ไพศาล  วรคำ.(2552).การวิจัยทางการศึกษา.มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
   บุญชม    ศรีสะอาด.(2545).การวิจัยเบื้องต้น.สุวีริยาสาส์น.  
   ภัทรา    นิคมานนท์.(2542).ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย.กรุงเทพฯ:อักษราพิพัฒน์.